บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำซึ่งมีบทบาทต่อกระบวนการผลิต ตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยซึ่งจัดอยู่ในพื้นที่ที่มีความตึงเครียดด้านน้ำในระดับสูงถึงสูงมาก บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและเพียงพอต่อความต้องการในการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมของพนักงาน นอกจากนี้บริษัทฯ ยังต้องเผชิญกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและการจัดการน้ำทิ้งอย่างมีความรับผิดชอบ รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่และระดับประเทศ เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำต้นทุนอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 6 (SDG 6) เรื่อง “การสร้างหลักประกันการเข้าถึงน้ำและการสุขาภิบาลที่มีการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนสำหรับทุกคน”ซึ่งความท้าทายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการวางแผน การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
เป้าหมาย
บริษัทฯ กำหนดเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวเพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ดังนี้

การบริหารจัดการน้ำ
1.กำหนดนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อม และตั้งเป้าหมายลดการใช้ทรัพยากรน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว
2.จัดทำแผนภูมิกระบวนการ (Process Flow Diagram) และวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพน้ำเข้าและคุณภาพน้ำออก ตรวจวัดการใช้น้ำอย่าง
ต่อเนื่อง รวมถึงมีการวางแผนระบบเปิดปิดน้ำอัตโนมัติ
3.ศึกษาและติดตามความเคลื่อนไหวจาก World Resources Institute รวมถึงนำเครื่องมือที่เหมาะสมมาใช้ในกระบวนการวางแผนบริหารจัดการน้ำ เช่น การวิเคราห์ความเครียดน้ำ (Water Stress) ในพื้นที่โรงงาน เพื่อวางแผนการจัดการน้ำได้อย่างเหมาะสม
4.ตรวจสอบอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอและซ่อมบำรุงอุปกรณ์ที่ชำรุดหรือก่อให้เกิดการสูญเสียน้ำโดยไม่จำเป็น โดยยึดตามหลัก 3Rs กล่าวคือ Reduce, Reuse และ Recycle
5.จัดหาเครื่องจักรหรือเครื่องมือต่างๆ อาทิ ถังกรองน้ำมาใช้ในการกรองน้ำเสียในอ่างควบคุมอุณหภูมิเพื่อลดการใช้น้ำความบริสุทธ์สูงโดยในถังกรองน้ำมีถ่านกัมมันต์ที่สามารถช่วยดูดซับสิ่งสกปรกและยังสามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้
6.จัดทำโครงการต่างๆ อาทิ ดำเนินการนำน้ำฝนมาใช้ในกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทในช่วงฤดูฝนเพื่อเพิ่มประสิทธิ์ภาพการใช้น้ำ
7.จัดเตรียมพื้นที่กักเก็บน้ำประปาสำรองในบริเวณพื้นที่โรงงาน เพื่อบรรเทาความเสี่ยงด้านภัยแล้ง และยังเป็นการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพผ่านโครงการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Water Reuse)
8.รณรงค์ให้พนักงานทุกระดับตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ และส่งเสริมการใช้น้ำหมุนเวียนตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
การบริหารจัดการน้ำผิวดิน
บริษัทฯ มีบ่อกักเก็บน้ำฝน ขนาด 10,000.00 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งบ่อที่ใช้เป็นแหล่งน้ำหมุนเวียนใช้ภายในโรงงานโดยบริษัทฯ มีการดำเนินการตรวจวัดคุณภาพน้ำผิวดินดังนี้

การวิเคราะห์ความตึงเครียดของน้ำ
จากผลวิเคราะห์ความตึงเครียดน้ำของสถาบันทรัพยากรโลก (World Resource Institute: WRI, Aqueduct Water Risk Atlas and the WWF : Physical Risk Quality, Water Stress Filter) พบว่า ระดับความตึงเครียดของแหล่งน้ำในพื้นที่ของโรงงานทั้ง 2 แห่งพบว่ามีความตึงเครียดของน้ำในระดับร้อยละ 20-40 (ปานกลางค่อนข้างสูง) และสำนักงานใหญ่ 1 แห่ง พบว่าถึงแม้มีความตึงเครียดของน้ำในระดับร้อยละ 40-80 (สูง) แต่ไม่พบปัญหาการแย่งชิงน้ำและการขาดแคลนน้ำ ด้วยบริษัทฯ มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดจากความตึงเครียดน้ำโดยมีการนำน้ำหมุนเวียนจากบ่อกักเก็บน้ำมาใช้
ตารางแสดงระดับความตึงเครียดของน้ำ

อ้างอิง: https://www.wri.org/applications/aqueduct/water-risk-atlas
.jpg)
หมายเหตุ:
1.ปริมาณการใช้น้ำ (ลูกบาศก์เมตร) มาจากปริมาณน้ำใช้ในอุปกรณ๋ UT (ระบบน้ำหล่อเย็น ระบบทำความเย็น การผลิต กระบวนการการหลอมและอื่นๆ)
2.ปริมาณการผลิต (ตัน) มาจากการเก็บข้อมูลปริมาณการผลิตม้วนฟิล์มของฝ่ายผลิต บริษัท เอ. เจ. พลาสท์ จำกัด (มหาชน)
มาตรการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
บริษัทฯ ดำเนินการกำหนดมาตรการรับมือกับระดับความตึงเครียดของน้ำ ดังต่อไปนี้
- จัดทำแผนภูมิกระบวนการ (Process Flow Diagram) และวิเคราะห์ข้อมูลของคุณภาพน้ำเข้าและน้ำออก และตรวจวัดการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการวางระบบเปิด-ปิดน้ำอัตโนมัติ และระบบตรวจติดตามการใช้น้ำอัตโนมัติ
- มีการประเมินความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่การประกอบกิจการของบริษัทฯ โดยใช้เครื่องมือและวิธีการของ World Resource Intitule (WRI) เพื่อพิจารณาผลกระทบทางด้านน้ำต่อการดำเนินธุรกิจหลักของบริษัทฯ ในประเทศไทย
โดยพบว่า ความตึงเครียดของน้ำในพื้นที่ของโรงงานมีระดับร้อยละ 20-40 (ปานกลางคอนข้างสูง) ดังนั้นบริษัทฯ จึงกำหนดมาตรการดูแลและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์โดยยึดตามหลัก 3Rs โดยการลดการใช้นํ้าโดยการใช้เท่าที่จำเป็น การนำน้ำกลับมาใช้ซํ้าให้คุ้มค่ามากที่สุด ลดและเลิกใช้สารเคมีอันตรายที่ก่อให้เกิดน้ำเสียปนเปื้อน รวมถึงการนำนํ้าเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วมาปรับปรุงคุณภาพและนำกลับไปใช้ใหม่ และจัดทำโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิ์ภาพการใช้น้ำ โดยการกำหนดมาตรการบริหารจัดการน้ำในการดำเนินกิจการ ประกอบด้วย
1.การนำหลัก 3Rs มาใช้ในกระบวนการซ่อมบำรุง รวมถึงการวางแผนการซ่อมบำรุง การสำรวจจุดรั่วซึมของระบบท่อในโรงงาน และตรวจสภาพของระบบการจ่ายน้ำ ในกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานเพื่อการลดการสูญเสียน้ำในกระบวนการผลิต
2.มีการการสื่อสาร หลัก 3Rs สอดคล้องแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายในโรงงาน เพื่อลดการสูญเสียน้ำในกระบวนการผลิต
3.ปลูกฝังการใช้น้ำอย่างมีความรับผิดชอบให้สามารถลดปริมาณการใช้น้ำต่อตันการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ
4.การจัดเตรียมพื้นที่กักเก็บน้ำประปาสำรองในบริเวณพื้นที่โรงงาน ปริมาณรวม 1,418.20 ลูกบาศก์เมตร และมีกระบวนการตรวจสอบปริมาณน้ำสำรองทุกสัปดาห์
5.โครงการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ บ่อกักเก็บน้ำฝน ขนาด 10,000.00 ลูกบาศก์เมตร เพิ่มการใช้แหล่งน้ำทางเลือก เพื่อลดการใช้น้ำ ณ นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 5 รวมทั้งสำรองสำหรับการดับเพลิงหรือเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ เป็นต้น
6.โครงการถังกรองกักเก็บบริเวณผิวน้ำ มาใช้ในการกรองน้ำจากอ่างน้ำควบคุมอุณหภูมิขนาด 1.50 ลูกบาศก์เมตร และนำน้ำกรองแล้วหมุนเวียนมาใช้ซ้ำ ซึ่งสามารถลดการใช้น้ำลง เป็นต้น
7.โครงการการหมุนเวียนน้ำชนิด Brine Water ที่ผ่านการใช้งานในกระบวนการผลิตกลับมาใช้ในระบบระบายความร้อน (Cooling System) ของเครื่องจักร
8.โครงการพัฒนาระบบน้ำ RO โดยการติดตั้งอินเวอร์เตอร์ในระบบน้ำ RO ซึ่งสามารถควบคุมความเร็วรอบมอเตอร์ปั๊มแรงดันสูงให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง
- ติดตามความเสี่ยงเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบกับบริษัทและชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรม
ผลการดำเนินงาน
ตารางแสดงแหล่งน้ำใช้

หมายเหตุ :
1.หน่วย เป็นลูกบาศก์เมตร
2.ข้อมูลทั้งพื้นที่โรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 5
ตารางแสดงปริมาณการใช้น้ำต่อหน่วยผลิตภัณฑ์และปริมาณการนำน้ำหมุนเวียนกลับมาใช้

หมายเหตุ:
1.ข้อมูลทั้งพื้นที่โรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 5
2.ข้อมูลที่สำนักงานใหญ่เป็นปริมาณการใช้น้ำในออฟฟิศ
ในปีพ.ศ. 2568 บริษัทฯ มีอัตราการใช้น้ำต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ที่โรงงานนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังเท่ากับ 171,866.00ลูกบาศก์เมตร ลดลงร้อยละ 14.39 เมื่อเทียบกับปีพ.ศ.2567 และมีปริมาณการใช้น้ำหมุนเวียนจำนวน 172,002.00 ลูกบาศก์เมตร หรือเท่ากับร้อยละ 100 เมื่อเทียบกับปริมาณการใช้น้ำในปีเดียวกัน โดยมาจากปริมาณน้ำหมุนเวียนในระบบระบายความร้อนของเครื่องจักร และโรงงานนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 5 เท่ากับ 78,033.72ลูกบาศก์เมตร ลดลงร้อยละ 1.71 และ ปริมาณการใช้น้ำหมุนเวียนจำนวน 55,513.72 ลูกบาศก์เมตร หรือเท่ากับร้อยละ 100 เมื่อเทียบกับปริมาณการใช้น้ำในปีเดียวกัน
บริษัทฯ สามารถลดปริมาณการใช้น้ำบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ ยังสามารถบรรลุเป้าหมายการนำน้ำหมุนเวียนมาใช้ได้อีกด้วย
การบริหารจัดการน้ำทิ้ง
บริษัทฯ ติดตามและเฝ้าระวังการปล่อยน้ำเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยกำหนดนโยบายอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม หรือแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำทิ้งให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยมีพารามิเตอร์ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้ง เช่น ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) อุณหภูมิ ปริมาณออกซิเจนที่สารเคมีใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำ (Chemical Oxygen Demand: COD) ปริมาณความต้องการออกซิเจนทางชีวเคมี (Biological Oxygen Demand: BOD) ปริมาณสารแขวนลอย (Total Suspended Solid: TSS) น้ำมัน ไขมัน โลหะหนัก เช่น ปรอท (Hg) สารหนู (As) เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทฯ มีการตรวจวัดคุณภาพของการระบายน้ำทิ้งทุกวัน เพื่อติดตาม ควบคุม ประสิทธิภาพการจัดการน้ำทิ้งให้สอดคล้องตามกฎหมายกำหนดไว้
โครงการการบริหารจัดการน้ำ
โครงการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่
ในปีพ.ศ. 2568 บริษัทฯ ดำเนินการใช้บ่อกักเก็บน้ำฝน ขนาด 10,000 ลูกบาศก์เมตร โดยมีระบบกรองเพื่อกรองน้ำให้สะอาด ก่อนนำ
เข้าสู่ถังเก็บ เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ในสาธารณูปโภค ซึ่งหลังจากการเริ่มโครงการบริษัทฯสามารถลดการใช้น้ำประปาลงได้ ประมาณ 55,513.72 ลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือประมาณ 1.44 ล้านบาทต่อปี สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 14.29 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
โครงการพัฒนาระบบน้ำ RO
ในปีพ.ศ. 2568บริษัทฯ ดำเนินการติดตั้งอินเวอร์เตอร์ในระบบน้ำ RO ซึ่งสามารถควบคุมความเร็วรอบมอเตอร์ปั๊มแรงดันสูงให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง สามารถลดการใช้น้ำ 5,597.64 ลูกบาศก์เมตรต่อปี และลดการใช้พลังงานไฟฟ้า 13.00 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี
คิดเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 8.19 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
โครงการแหลมฉบังร่วมใจรักษ์น้ำ
บริษัทฯ ร่วมโครงการแหลมฉบังร่วมใจรักษ์น้ำ ซึ่งเป็นการดำเนินการเฝ้าระวังแหล่งน้ำอย่างมีส่วนร่วมระหว่าง นิคมอุตสาหกรรม
แหลมฉบัง ชุมชนโดยรอบ และบริษัท โกลบอล ยูทิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด โดยให้ทุกภาคส่วนที่ร่วมโครงการได้เล็งเห็นความสำคัญในการร่วมกันอนุรักษ์น้ำและรักษาสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมการโยน EM Ball บำบัดน้ำเสีย และปลูกป่าชายเลน เพื่อป้องกันปัญหาน้ำเสียและรักษาระบบนิเวศชายฝั่งอย่างยั่งยืน