
การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
บริษัทฯ ตระหนักดีว่าการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ได้นำไปสู่การใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดยความหลากหลายทางชีวภาพถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของทุนทางธรรมชาติ (Natural Capital) และมีบทบาทต่อความมั่นคง
ความสมบูรณ์ และสุขภาวะของระบบนิเวศ (Ecosystem Integrity) ตลอดจนสนับสนุนการให้บริการของระบบนิเวศ (Ecosystem Services) ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ เศรษฐกิจ และสังคมโดยรวม
โอกาสและความท้าทาย
จากความท้าทายของความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้บริษัทฯ เล็งเห็นถึงโอกาสในการบริหารจัดการผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรอบด้าน โดยมุ่งลดผลกระทบเชิงลบสำหรับการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นลำดับแรก โดยยึดหลักการตามลำดับขั้นการลดผลกระทบ (Mitigation Hierarchy) ได้แก่ การหลีกเลี่ยง (Avoid) การลดผลกระทบ (Minimize)
การฟื้นฟู (Restore) และการชดเชยผลกระทบ (Offset) ตามความเหมาะสม เพื่อมุ่งสู่การไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียสุทธิด้าน
ความหลากหลายทางชีวภาพ (No Net Loss) และสนับสนุนการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ (Net Positive Impact)
ในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังต้องเผชิญความท้าทายในการพิจารณาทั้งมิติของการพึ่งพิง (Dependencies) และผลกระทบ (Impacts) ต่อทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการดำเนินงานภายในองค์กร การจัดหาวัตถุดิบ ตลอดจนกิจกรรมของคู่ค้า ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน การใช้ทรัพยากรน้ำ การปล่อยมลพิษ และการจัดการของเสีย ทั้งนี้ปัจจัยดังกล่าวล้วนมีความเชื่อมโยงและอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในวงกว้าง ภายใต้หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัทฯ มุ่งรักษาสมดุลระหว่างมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยบูรณาการประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่กระบวนการกำกับดูแลกิจการ (Governance) การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)และการตัดสินใจทางธุรกิจ พร้อมกำหนดมาตรการควบคุมและติดตามประเมินผลอย่างเหมาะสม เพื่อปกป้อง ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างรับผิดชอบและยั่งยืนในระยะยาว
ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมการผลิตฟิล์มบรรจุภัณฑ์ บริษัทฯ ตระหนักว่าการดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และวัตถุดิบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและพลังงาน บริหารจัดการของเสีย และดูแลผลิตภัณฑ์ตลอดวัฏจักรชีวิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ
บริษัทฯ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานสะอาด เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา และการบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสม รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและออกแบบเพื่อการรีไซเคิล ควบคู่กับการบริหารห่วงโซ่คุณค่าอย่างรับผิดชอบ โดยประเมินและกำหนดมาตรการป้องกัน ลด และฟื้นฟูผลกระทบต่อ
ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนในระยะยาว
การกำหนดให้ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นหนึ่งในสาระสำคัญของบริษัทฯ
บริษัทฯ ตระหนักว่าความหลากหลายทางชีวภาพเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และมีบทบาทต่อความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจในระยะยาว แม้โรงงานตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินและระบบสาธารณูปโภครองรับ บริษัทฯ ยังตระหนักว่ากิจกรรมทางอุตสาหกรรมอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศโดยรอบทั้งทางตรงและทางอ้อม ท่ามกลางความท้าทายจากเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในระดับโลก บริษัทฯ จึงถือว่าการบริหารจัดการผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การพัฒนาอย่างยั่งยืน และดำเนินการอย่างเป็นระบบควบคู่ไปกับการเติบโตขององค์กรในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินกระบวนการประเมินประเด็นสาระสำคัญตามหลักการ Double Materiality ภายใต้ GRI Universal Standards 2021 และ GRI 101: Biodiversity 2024 โดยพิจารณาทั้งผลกระทบที่กิจกรรมขององค์กรมีต่อความหลากหลายทางชีวภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ แม้การดำเนินงานจะอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมที่มีระบบควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมส่วนกลาง บริษัทฯ ยังประเมินว่าการใช้วัตถุดิบ การใช้พลังงานและทรัพยากรน้ำ
การจัดการของเสีย ตลอดจนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศในภาพรวมทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ ความคาดหวังของลูกค้า และแนวโน้มตลาดที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยังส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ ในอนาคต
นโยบายความหลากหลายทางชีวภาพ
บริษัท เอ.เจ.พลาสท์ จำกัด (มหาชน) ตระหนักดีว่า ความหลากหลายทางชีวภาพมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ เศรษฐกิจ และสังคม อีกทั้ง ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อต่อต้นทุนทางธรรมชาติ (Natural Capital) และยังประโยชน์ต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพยังช่วยสร้างความมั่นคงของระบบนิเวศ (Ecological Integrity) ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ (Ecosystem Integrity) และสุขภาพของระบบนิเวศ (Ecosystem)
บริษัทฯ มุ่งมั่นปกป้องและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพผ่านการกำกับดูแลกิจการที่ดี สอดอคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจและแนวทางการบริหารจัดการความยั่งยืนของบริษัทฯ บริษัทฯตั้งใจส่งเสริมกฎระเบียบ มาตรการที่ส่งเสริม อนุรักษ์และฟื้นฟู
ความหลากหลายทางชีวภาพ สนับสนุนและส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพแก่ลูกค้าเพื่อแสดงออกถึงเจตนารมณ์อันดีของบริษัทฯในการบริหารจัดการความยั่งยืน
โครงสร้างการกำกับดูแลและการบริหารจัดการความเสี่ยง
การประเมินผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและการพึ่งพาความหลากหลายทางชีวภาพ

หลังการประเมินผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ พบว่าผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า มาจาก 2 ส่วน ดังนี้
แนวทางบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
1.การกำกับและดูแลการดำเนินธุรกิจกับความหลากหลายทางชีวภาพ
บริษัทฯ กำหนดให้คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการจัดการด้านความยั่งยืนเป็นผู้กำกับและดูแลการดำเนินงานเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ คณะกรรมการมีหน้าที่ในการทบทวนนโยบายความหลากหลายทางชีวภาพ กลยุทธ์การบริหารงาน และมอบหมายให้ฝ่ายบริหารมีการดำเนินงานที่ตอบสนองต่อประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเหมาะสมกับบริบทของบริษัทฯ
2.กลยุทธ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
แนวปฏิบัติความหลากหลายทางชีวภาพ
การสนับสนุนการผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด
ในปีพ.ศ. 2568 บริษัทฯ สนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุดตามนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอีกทั้งบริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยพัฒนาร่วมกับลูกค้า เช่น ฟิล์มพลาสติก Post-Consumer Recycled Resin (PCR) เป็นการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้ว นำเข้าสู่กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ และ Post-Industrial Recycled Resin (PIR)เป็นกระบวนการผลิตที่มุ่งมั่นในการลดของเหลือจากกระบวนการผลิต หมุนเวียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีการรวบรวมเศษพลาสติกเหลือจากกระบวนการผลิต หลอมรวมมาผลิตเป็นแผ่นฟิล์มพลาสติกอีกครั้ง และฟิล์มพลาสติกชีวภาพ (Bio-Based) เป็นฟิล์มพลาสติกที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากพืชเช่น อ้อย น้ำมันพืชที่ใช้แล้วซึ่งเป็นพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ จากที่กล่าวมาถือว่าเป็นกระบวนการลดการใช้วัตถุดิบลง ลดปริมาณของขยะที่อาจถูกนำไปสู่การฝังกลบ และยังช่วยสนับสนุนการรักษาไว้ซึ่งความหลายหลายทางชีวภาพ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังส่งเสริมผลิตภัณฑ์ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติบางส่วน ซึ่งรายละเอียดสามารถศึกษาได้ที่ หัวข้อ การบริหารนวัตกรรม
การขยายกิจการในพื้นที่ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
บริษัทฯ หลีกเลี่ยงการขยายกิจการในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และยังมีการจัดพื้นที่สีเขียวในโรงงาน
นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและโรงงานนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 5 เท่าร้อยละ 19.39 และ 5.89 ตามลำดับ โดยพื้นที่สีเขียวในโรงงานให้ความร่มรื่นแก่พนักงาน และยังเป็นสถานที่พักผ่อนจากการทำงานให้กับพนักงาน กรณีที่มีการขยายกิจการ บริษัทฯ จะต้องพิจารณาหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เข้าไปประกอบกิจการว่าเข้าข่ายพื้นที่ที่ตาม IUCN ทั้ง 6 พื้นที่ (IUCN protected areas)รายละเอียดตามตารางด้านล่าง

ในปีพ.ศ. 2568 บริษัทฯ ดำเนินการขยายเครื่องจักรการผลิตที่โรงงานเอ.เจ. พลาสท์ (เวียดนาม) จำกัด ซึ่งมีสายการผลิตฟิล์ม BOPP โดยดำเนินการขยายกำลังการผลิต BOPETและ Matalized ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวไม่จัดอยู่ในขอบเขตพื้นที่ทั้ง 6 รายการตาม IUCN
การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการก่อสร้างที่โรงงานเอ.เจ.พลาสท์ (เวียดนาม) จำกัด
ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการระบายน้ำทิ้ง และก่อสร้างคำนึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศเวียดนาม ซึ่งทางบริษัทได้มีการควบคุมมลภาวะที่เกิดจากกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม
4. ควบคุมและบริหารจัดการของเสียอุตสาหกรรมให้เกิดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด


การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการก่อสร้างที่นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 5

โครงการเพื่อลดผลกระทบความหลากหลายทางชีวภาพ
โครงการLET’S ZERO TOGETHER ปลุกเพื่อ (ลด) สู่อนาคตที่ยั่งยืน
บริษัทฯ เข้าร่วมโครงการ LET’S ZERO TOGETHER ปลุกเพื่อ (ลด) สู่อนาคตที่ยั่งยืน ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ร่วมกับชุมชนและหน่วยงานภาครัฐร่วมกันปลูกต้นโกงกาง จำนวน 600 ต้น ณ ป่าชายเลนชุมชนบ้านแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรีคิดเป็นการลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก 0.14 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
โครงการแหลมฉบังร่วมใจรักษ์น้ำ
บริษัทฯ ร่วมโครงการแหลมฉบังร่วมใจรักษ์น้ำ ซึ่งเป็นการดำเนินการเฝ้าระวังแหล่งน้ำอย่างมีส่วนร่วมระหว่างนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ชุมชนโดยรอบ และบริษัท โกลบอล ยูทิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด โดยให้ทุกภาคส่วนที่ร่วมโครงการได้เล็งเห็นความสำคัญในการร่วมกันอนุรักษ์น้ำและรักษาสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมการโยน EM Ball บำบัดน้ำเสีย และปลูกป่าชายเลน เพื่อป้องกันปัญหาน้ำเสียและรักษาระบบนิเวศชายฝั่งอย่างยั่งยืน





