การบริหารจัดการมลพิษ แสง เสียงและความร้อน

 

            

     

   บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการจัดการมลพิษและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยมีการติดตามและประเมินสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า สำหรับในกระบวนการผลิต การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน การก่อให้เกิดของเสียและขยะ การขนส่งผลิตภัณฑ์ถึงลูกค้า ตลอดจนการปฏิบัติงานของพนักงานภายในสถานประกอบการ อาจก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสิ่งแวดล้อม
 
     ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงวางแผนและบริหารจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การป้องกันและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การควบคุม ตรวจติดตาม การจัดการของเสียและมลพิษที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินงาน ด้วยการพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และใส่ใจในคุณภาพชีวิตของทุกคน เพื่อการสร้างคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมของธุรกิจและความยั่งยืนในระยะยาว
 

นโยบายสิ่งแวดล้อม     

      บริษัท เอ.เจ. พลาสท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายฟิล์มพลาสติก ให้ความสำคัญกับการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม ดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญและคำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ ให้การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ผลักดันการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสู่ท้องตลาด และ ส่งเสริมให้เกิดแรงผลักดันด้านสังคมเพื่อให้เกิดการใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุตามเจตนารมณ์ที่กล่าวถึงในข้างต้น  บริษัทฯ จึงแสดงความมุ่งมั่นดังต่อไปนี้:

1. การปฏิบัติให้สอดคล้องตามกฎหมาย ข้อกำหนดต่างๆ รวมถึงพันธะสัญญาที่บริษัทฯ เกี่ยวข้อง
 
2. การป้องกันมลพิษที่เกิดจากการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องในการผลิต และกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทฯ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด
 
3. การปกป้องสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในการหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลก ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
 
4. ปรับปรุงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม
 
5. ใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยการนำหลักการแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้
 
6. การปลูกฝังวัฒนธรรมเกี่ยวกับสิ่งแวล้อมภายในและภายนอกองค์กร รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดห่วงโซ่อุปทานด้วยการผลักดันให้มีการอบรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี การนำเสนอ ส่งเสริม ให้ความร่วมมือและพัฒนาเกี่ยวกับนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑืเพื่อสิ่งแวดล้อมแก่ผู้มีส่วนได้เสีย และโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง


นโยบายสิ่งแวดล้อม ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

 
 

เป้าหมายด้านมลพิษ แสง เสียงและความร้อน     

      บริษัทฯ มีการกำหนดเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว สอดคล้องตามนโยบายสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมการปฏิบัติตามข้อกำหนด กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เพื่อควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นไปในทิศทางเดียวกับประเด็นสาระสำคัญของบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการด้านขยะและของเสีย ด้านพลังงาน การบริหารจัดการน้ำและการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่บริษัทฯ และกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียให้ความสำคัญ

เป้าหมายด้านมลพิษทางอากาศ       

      สอดคล้องตามเป้าหมายของระบบมาตรฐาน ISO 14001:2015ของบริษัทฯ โดยกำหนดให้มีการตรวจวัดค่าฝุ่นละออง (Particulate Matter) คาร์บอนมอนออกไซด์ (Carbon Monoxide) ก๊าซไนโตรเจน (Nitrogen Dioxide) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur Dioxide) ในบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงาน

 

  

เป้าหมายแสง เสียง ความร้อนและสารเคมี

      บริษัทฯ มีการกำหนดเป้าหมายแสง เสียง ความร้อน และสารเคมี ในบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงานให้มีการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมสอดคล้องตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

 


การบริหารจัดการด้านมลพิษ แสง เสียงและความร้อน

การบริหารจัดการด้านมลพิษทางอากาศ

          บริษัทฯ บริหารจัดการด้านมลพิษทางอากาศ โดยมุ่งเน้นการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในพื้นที่และตรวจสอบคุณภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี โดยคุณภาพอากาศที่ได้ตรวจวัดไปนั้นเป็นไปตามข้อกำหนดประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องกำหนดค่าปริมาณสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงาน พ.ศ.2549 โดย บริษัทฯ มีการตรวจวัดมลพิษในพื้นที่โรงงาน ได้แก่ ค่าฝุ่นละออง (Particulate Matter) คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (Oxides of  Nitrogen) และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur Dioxide) เป็นต้น

การบริหารจัดการสภาวะแวดล้อมในการทำงาน

          การควบคุมสภาวะแวดล้อมและความปลอดภัยในการทำงานให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ระดับความร้อน แสงสว่าง เสียง หรือสารเคมี ในพื้นที่ปฏิบัติงาน รวมทั้งมีการจัดการรองรับในภาวะฉุกเฉินอย่างครบถ้วน รวมถึง การซ้อมแผนฉุกเฉินเพื่อป้องกันและลดผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

- การบริหารจัดการแสง

          บริษัทฯ กำหนดเป้าหมายในการควบคุมคุณภาพแสงสว่างในทุกพื้นที่ของบริษัทฯ ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานความเข้มของแสงสว่าง 2561 รวมทั้งดำเนินแก้ไขและปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

- การบริหารจัดการเสียง

           บริษัทฯ กำหนดเป้าหมายในการควบคุมค่าระดับเสียงในทุกพื้นที่ของบริษัทฯ ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่างและเสียง พ.ศ. 2559 และประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐาน ระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทํางานในแต่ละวัน พ.ศ. 2561 รวมทั้งมีการจัดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลให้กับพนักงานและจัดอบรมให้ทราบถึงอันตรายจากการได้รับเสียงดัง

-การบริหารจัดการความร้อน

       บริษัทฯ กำหนดเป้าหมายในการควบคุมระดับความร้อนในทุกพื้นที่ของบริษัทฯ ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่างและเสียง พ.ศ. 2559 โดยแบ่งตามลักษณะงาน คือ งานเบา งานปานกลาง และงานหนัก  อีกทั้งมีการจัดชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลให้กับพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่

- การบริหารจัดการสารเคมี

          บริษัทฯ กำหนดเป้าหมายในการควบคุมปริมาณสารเคมีในทุกพื้นที่ของบริษัทฯ ตามประกาศกรมสัวดิการคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2560 มาตรฐานสถาบันความปลอดภัยและอนามัยในการทำงานแห่งชาติ (NIOSH) และ มาตรฐานสำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (OSHA)อีกทั้งมีการจัดชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลให้กับพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่

ผลการดำเนินงานด้านมลมลพิษ แสง เสียงและความร้อน

ผลการดำเนินงานด้านมลพิษทางอากาศ

           บริษัทฯ ได้ดำเนินการเน้นการผลิตที่มีคุณภาพควบคู่กับการตระหนักถึงการประเมินการสัมผัสสภาพแวดล้อมในการทำงานและการเฝ้าระวังการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม จึงได้มีการตรวจวัดและวิเคราะห์คุณภาพสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด รวมทั้งพัฒนาและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเกินกว่ากฎหมายกำหนด

       บริษัทฯ ตรวจวัดและวิเคราะห์คุณภาพอากาศจากปล่องระบายอากาศ โดยมีรายการตรวจวัด ได้แก่ ฝุ่นละอองรวม (Total Suspended Particulate) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur Dioxide)  ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (Oxide of Nitrogen) และ ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ (Carbon Monoxide) โดยแสดงผลการตรวจวิเคราะห์ ดังนี้

          

ตารางแสดงการตรวจวัดวิเคราะห์คุณภาพ ประจำปีพ.ศ. 2568

หมายเหตุ:
1.ที่มารายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์คุณภาพจากปล่องอากาศ วันที่ 19-20 มีนาคม พ.ศ. 2568 โดยบริษัท วีแคร์ เอ็นไวรอนแมนท์ เซอร์วิส จำกัด
2.ข้อมูลเฉพาะพื้นที่โรงงานแหลมฉบัง


ผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการแสง

      บริษัทฯ ได้ดำเนินการตรวจวัดคุณภาพแสงสว่างในทุกพื้นที่ของบริษัทฯ โดยมีแบ่งตามการใช้สายตาคือ งานหยาบ งานละเอียดเล็กน้อยและงานละเอียดสูงเท่ากับหรือมากกว่า 200-300 ลักซ์ 400-500 ลักซ์และ 800-1200 ลักซ์ ตามลำดับตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานความเข้มของแสงสว่าง พ.ศ. 2561 โดยสามารถแสดงผลการตรวจวิเคราะห์ได้ดังนี้

    

ตารางแสดงการตรวจวัดคุณภาพระดับความเข้มแสง ณ โรงงานนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังประจำปีพ.ศ. 2568

หมายเหตุ:
1.ที่มารายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์คุณภาพจากปล่องอากาศ วันที่ 19-20 มีนาคม พ.ศ. 2568 โดยบริษัท วีแคร์ เอ็นไวรอนแมนท์ เซอร์วิส จำกัด
2.ข้อมูลเฉพาะพื้นที่โรงงานแหลมฉบัง

      
       โดยปีพ.ศ. 2568 พบว่าคุณภาพแสงสว่างบางพื้นที่มีค่าไม่สอดคล้องตามมาตรฐาน โดยในพื้นที่โรงงานนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง พบว่าประเภทงานละเอียดเล็กน้อยมีค่าความสว่างเฉลี่ยเท่ากับ 295.86  ลักซ์ และ  ในพื้นที่โรงงานนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 5 พบว่าประเภทงานละเอียดเล็กน้อยมีค่าความสว่างเฉลี่ยเท่ากับ 282.21  ลักซ์ บริษัทฯ จึงดำเนินการเพิ่มจำนวนหลอดไฟ จำนวน 246ดวง และทำความสะอาดแหล่งกำเนิดแสงสว่าง     ในพื้นที่สำนักงานและพื้นที่ฝ่ายผลิต เพื่อให้สอดคล้องตามมาตรฐานฯ

ผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการเสียง

      บริษัทฯ ดำเนินการตรวจวัดค่าระดับความดังเสียงในทุกพื้นที่ของบริษัทฯ โดยค่าระดับเสียงเฉลี่ย 8 ชั่วโมงไม่เกิน 85 เดซิเบล และค่าระดับเสียงสูงสุด ไม่เกิน 115 เดซิเบลเอ  ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่างและเสียง พ.ศ. 2559 และประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐาน ระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทํางานในแต่ละวัน พ.ศ. 2561 โดยสามารถแสดงผลการตรวจวิเคราะห์ได้ดังนี้

    


ตารางแสดงการตรวจวัดคุณภาพระดับความดังเสียง ณ โรงงานนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ประจำปีพ.ศ. 2568

หมายเหตุ:
1.ที่มารายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์คุณภาพจากปล่องอากาศ วันที่ 19-20 มีนาคม พ.ศ. 2568 โดยบริษัท วีแคร์ เอ็นไวรอนแมนท์ เซอร์วิส จำกัด
2.ข้อมูลเฉพาะพื้นที่โรงงานแหลมฉบัง

      
       ในปีพ.ศ. 2568 บริษัทฯ ตรวจพบว่าค่าระดับเสียงในบางพื้นที่ของโรงงานมีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐานที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนด โดยในพื้นที่โรงงานนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง พบจำนวน 7 พื้นที่ มีค่าระดับเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลา 8 ชั่วโมง เท่ากับ 83.87 เดซิเบลเอ และในพื้นที่โรงงานนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 5 พบจำนวน 7 พื้นที่  มีค่าระดับเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลา 8 ชั่วโมง เท่ากับ 82.88 เดซิเบลเอ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ไม่มีพนักงานปฏิบัติงานประจำ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการควบคุมและป้องกันผลกระทบด้านเสียงผ่านโครงการอนุรักษ์การได้ยินและโครงการควบคุมเสียงอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) กำหนดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ที่จำเป็นในการสวมใส่ก่อนเข้าสู่ส่วนกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงระดับเสียงสูง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ป้องกันเสียง เช่น ที่อุดหู (Earplug) ช่วยลดระดับเสียงและป้องกันอันตรายที่อาจส่งผลกระทบต่อการได้ยินของพนักงาน

(2) ปลูกฝังวัฒนธรรมการคำนึงถึงการควบคุมคุณภาพเสียงและอันตรายที่อาจเกิดจากเสียงดังให้แก่พนักงานทุกระดับ โดยจัดทำป้ายเตือนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ที่จำเป็นในการสวมใส่ก่อนเข้าสู่ส่วนกระบวนการผลิต และได้รับการอบรมเกี่ยวกับอันตรายจากเสียงดัง และวิธีปฏิบัติงานและการใช้อุปกรณ์ป้องกันเสียงอย่างเหมาะสม

ผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการความร้อน

      บริษัทฯ ได้ดำเนินการตรวจวัดระดับความร้อนในทุกพื้นที่ของบริษัทฯ ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่างและเสียง พ.ศ. 2559 โดยแบ่งตามลักษณะงาน คือ งานเบา งานปานกลางและงานหนัก มีค่าเท่ากับ 0-200 กิโลแคลอรี่ต่อชั่วโมง 201-350 กิโลแคลอรี่ต่อชั่วโมงและมากกว่า 350 กิโลแคลอรี่ต่อชั่วโมง ตามลำดับ โดยสามารถแสดงผลการตรวจวิเคราะห์ได้ดังนี้

 

ตารางแสดงการตรวจวัดคุณภาพระดับความร้อน ณ โรงงานนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ประจำปีพ.ศ. 2568

หมายเหตุ:
1.ที่มารายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์คุณภาพจากปล่องอากาศ วันที่ 19-20 มีนาคม พ.ศ. 2568 โดยบริษัท วีแคร์ เอ็นไวรอนแมนท์ เซอร์วิส จำกัด
2.ข้อมูลเฉพาะพื้นที่โรงงานแหลมฉบัง

       
       โดยปีพ.ศ. 2568 จากผลการตรวจวัดพบว่าอุณหภูมิของลักษณะงานตามมาตรฐาน ในพื้นที่โรงงานนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง พบว่าระดับความร้อนตามประเภทงานเบาเท่ากับ 15 จุด มีค่าอุณหภูมิเฉลี่ย 35.08 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน ทั้งนี้บริเวณที่มีระดับความร้อนเกินมาตรฐานดังกล่าว ควรดำเนินการปรับปรุงหรือแก้ไขสภาวะการทำงานทางด้านวิศวกรรม เพื่อควบคุมระดับความร้อนให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และจัดให้มีระบบระบายอากาศให้เหมาะสมกับสภาพการทำงานในบริเวณดังกล่าว หรือมีมาตรการควบคุม หรือสลับการทำงานของพนักงาน และจัดให้มีอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลตลอดระยะเวลาการทำงาน พร้อมจัดอบรมให้ความรู้ในการใช้อุปกรณ์ดังกล่าว ตามความเหมาะสมและในพื้นที่โรงงานนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 5 พบว่าผลการตรวจวัดคุณภาพระดับความร้อนสอดคล้องกับมาตรฐาน

ผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการสารเคมี     

       บริษัทฯ ได้ดำเนินการตรวจวัดระดับสารเคมีในทุกพื้นที่ของบริษัทฯ ตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2560  มาตรฐานสถาบันความปลอดภัยและอนามัยในการทำงานแห่งชาติ (NIOSH) และ มาตรฐานสำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (OSHA) โดยผลการตรวจวัดดังนี้

ตารางแสดงการตรวจวัดคุณภาพระดับสารเคมี ณ โรงงานนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ประจำปีพ.ศ. 2568

 

หมายเหตุ:
1.ที่มารายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์คุณภาพจากปล่องอากาศ วันที่ 19-20 มีนาคม พ.ศ. 2568 โดยบริษัท วีแคร์ เอ็นไวรอนแมนท์ เซอร์วิส จำกัด
2.ข้อมูลเฉพาะพื้นที่โรงงานแหลมฉบัง
3.มาตรฐาน1 คือ ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2560 
4.มาตรฐาน2 คือ มาตรฐานสถาบันความปลอดภัยและอนามัยในการทำงานแห่งชาติ (NIOSH)
5.มาตรฐาน3 คือ มาตรฐานสำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (OSHA)

 

      ปีพ.ศ. 2568 ณ โรงงานอุตสาหกรรมแหลมฉบังพบว่าระดับสารเคมีทั้ง 7 ชนิด และ โรงงานนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 5 พบว่าระดับสารเคมีทั้ง 6 ชนิด มีค่าสอดคล้องตามมาตรฐานของประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2560  มาตรฐานสถาบันความปลอดภัยและอนามัยในการทำงานแห่งชาติ (NIOSH) และ มาตรฐานสำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (OSHA)จากผลการตรวจวัดบริษัทฯ มีการจัดชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลให้กับพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณจุดตรวจวัด

โครงการหรือกิจกรรมด้านจัดการมลพิษ แสง เสียงและความร้อน       

      จากการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ พบว่า ค่าอยู่ในเกณฑ์ปกติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องตามกฏหมายในด้านคุณภาพอากาศ เสียง และสารเคมี ยกเว้นคุณภาพแสงสว่างและความร้อนที่ยังไม่สอดคล้องตามข้อกำหนดทีเกี่ยวข้องตามกฎหมาย โดยบริษัทฯ ดำเนินการแก้ไขคุณภาพแสงสว่างและความร้อนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย อีกทั้ง บริษัทฯ ยังเปิดรับเบาะแสและข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมให้กับผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง ในปีพ.ศ. 2568 พบว่าไม่มีข้อร้องเรียนใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านมลพิษทางอากาศและสภาวะแวดล้อมในการทำงาน และบริษัทฯ จะมุ่งเน้นในการผลิตฟิล์มพลาสติกที่มีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

1.โครงการสำรวจและพิจารณาจุดตรวจวัดคุณภาพทางอากาศเพิ่มเติม 

      บริษัทฯ ดำเนินการใช้ตัวกรองมลพิษอากาศที่ปลายปล่อง ซึ่งสามารถลดการปล่อยมลพิษอากาศตามเป้าหมายที่กำหนดและดำเนินการพิจารณาสำรวจจุดที่จะเกิดมลพิษภายในโรงงานร่วมกับบริษัทรับตรวจวัดด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อครอบคลุมจุดที่คาดว่าจะมีการปล่อยมลพิษอากาศและมีการตรวจสอบซ่อมบำรุงอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดผลกระทบต่อพนักงานหรือสภาพแวดล้อมรอบ ๆและชุมชนใกล้เคียงกับบริษัท

    

 

2.โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า

      บริษัทฯ ดำเนินการจัดการแสงสว่างให้เพียงพอต่อการทำงาน และได้ปรับปรุงการติดตั้งไฟส่องสว่างให้เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟฟ้าประเภท LED ภายในพื้นที่โรงงานแหลมฉบัง รายละเอียดเพิ่มเติมที่หัวข้อ การบริหารจัดการพลังงาน

3.โครงการอนุรักษ์การได้ยิน

      บริษัทฯ ได้ดำเนินการติดป้ายจุดที่มีเสียงดัง ซึ่งต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ขณะทำงานตลอดเวลาในจุดที่มีเสียงดัง และจัดทำสื่อให้ความรู้เกี่ยวเสียงดังและการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจได้รับจากการสัมผัสเสียงดังขณะปฏิบัติงานรายละเอียดเพิ่มเติมที่หัวข้อ อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

   

4. โครงการติดตั้งระบบเครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier)

      บริษัทฯ ได้ดำเนินการติดตั้งระบบเครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) ในพื้นที่การผลิต เพื่อช่วยลดมลพิษทางอากาศและปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในพื้นที่ปฏิบัติงาน โดยมุ่งลดการสะสมของฝุ่นละอองและสารปนเปื้อนในอากาศ อันเป็นการส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับพนักงาน รวมถึงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในบริเวณโดยรอบ

5. โครงการติดตั้งเครื่องทำความสะอาดและกรองมลพิษ (Cleaning Filter Machine)

      บริษัทฯ ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องทำความสะอาดและกรองมลพิษ (Cleaning Filter Machine) ในพื้นที่การผลิต เพื่อควบคุมและลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองและมลสารที่เกิดจากกระบวนการผลิต ช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในโรงงาน ลดผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน และสนับสนุนการดำเนินงานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ